วันศุกร์ที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2550

ประติมากรรม

ยุคของประติมากรรมไทย
ตามหลักฐานที่พบในประเทศไทยส่วนมากจะพบประติมากรรมที่เกี่ยวเนื่องกับพุทะศาสนามากกว่าประติมากรรมประเภทอื่น การแบ่งยุคสมัยของประติมากรรมจึงยึดรูปแบบของประติมากรรมพุทะศาสนา โดยเฉพาะพระพุทธรูปเป็นหลัก และอาศัยการแบ่งยุคสมัยของศิลปไทยที่ใช้พุทธศิลป์เป็นแนวทาง เพราะศิลปวัตถุที่มีให้ศึกษาค้นคว้าได้มาก ฉะนั้นการแบ่งยุคสมัยของประติมากรรมไทยต่อไปนี้จะแบ่งตามแนวทางที่ผู้รู้ได้จำแนกไว้ ยุคสมัยของประติมากรรมไทยในลักษณะนี้คือ ประติมากรรมยุคก่อนไทยและประติมากรรมไทย

ประติมากรรมก่อนไทย
ประติมากรรมไทย1
ประติมากรรมไทย2
ประติมากรรมสมัยอู่ทอง
ประติมากรรมสมัยสุโขทัย

ประติมากรรมลวดลาย
ช่างไทยโบราณ นิยมใช้ลวดลายต่างๆ ประดับลงบนสิ่งของเครื่องใช้ ศิลปวัตถุ หรือศิลปสถานต่างๆ เกือบทุกชนิด ศิลปกรรมของไทยโบราณจึงมีความ ละเอียดวิจิตรบรรจง ไม่ว่าจะเป็นตู้ โต๊ะ เตียง ตั่ง คันฉ่อง เครื่องใช้ไม้สอยต่างๆ สิ่งก่อสร้างทั้งวัดและวัง เช่น โบสถ์ วิหาร พระปรางค์ เจดีย์พระที่นั่งหรือปราสาทราชมณเฑียร ศิลปกรรมเหล่านี้ต่างประดับลวดลายไว้เกือบทุกส่วน เพิ่มความสวยงามละเอียด ประณีต ซึ่งเป็นส่วนที่เชิดชูผลักดันศิลปวัฒนธรรมเหล่านั้นให้แสดงเอกลักษณ์และอุดมคติแบบไทยออกมาอย่างชัดเจน







ประติมากรรมเล่าเรื่อง เป็นประติมากรรมประกอบศิลปสถาน โดยมีวัตถุประสงค์ในการสร้างขึ้นมาเพื่อสะท้อนคติความเชื่อทางศา สนาด้วยการพรรณนาหรือเล่าเรื่องด้วยภาพประติมากรรมทางเทคนิคปั้นปูนหรือแกะสลัก ลักษณะของภาพประติมากรรมเป็นภาพนูน สูงและภาพนูนต่ำมีพื้ นหลังรองรับเรื่องที่นำมาแสดงส่วนใหญ่เป็นเรื่องเกี่ยวกับพุทธประวัติหรือทศชาติ ซึ่งมักเลือกแสดงเหตุการณ์ตอนที่สำคัญ หรือ น่าพิศวงกล่าวคือ ภาพแต่ละกลุ่มสร้างขึ้นด้วยตัวเอกที่มีพระพุทธเจ้าหรือพระโพธิสัตว์ในพระชาตินั้น ๆ เป็นประธานหรือเป็น หลักขององค์ประกอบ และมีตัวประกอบที่สำคัญตามแนวเรื่องที่ต้องการเพียงไม่กี่ตัว รวมทั้งแทรกสิ่งของเครื่องใช้ ส่วนของอาคารเป็นฉากหลังเท่า ที่จำเป็น เพื่อทำให้ผู้ดูได้ทราบเรื่องราวตอนนั้นอย่างสมบูรณ์ เช่น ภาพปูนปั้นปางเสด็จจากดาวดึงส์ ในซุ้มทิศใต้ของพระมณฑปวั ดตระพังทองหลาง สุโขท ัย มีลักษณะเป็นภาพปูนปั้นรูปพระพุทธองค์เสด็จลงจากดาวดึงส์ ลักษณะของพระพุทธรูปเป็นภาพนูนสูง ปางลีลา มีพระพุทธลักษณะแบบสุโขทัยงดงามมากเคลื่อนองค์อยู่บนรัตนโสปานะ (บันไดแก้ว) แวดล้อมด้วยพระอินทร์ พระพรหม ที่มีขนาดรูปร่างเล็กกว่า ภาพนูนต่ำกว่า ภาพทศชาติป ั้นปูน หน้าพระอุโบสถวัดไลย์ ลพบุรี ภาพเรื่องปฐมสมโพธิกถาปั้นด้วยปูนที่เมรุทิศ วัดไชยวัฒนาราม จังหวัดพระนครศรีอยุธยา และประติมา กรรมผนังเรื่องพุทธประวัติรอบพระวิหารพุทธบาทวัดบางกะพ้อม อำเภออัมพวา สมุทรสงคราม เป็นต้น นอกจากนั้นยังมีภาพประติมากรรมเล่า เรื่อ งวรรณคดี เช่น ประติมากรรมแกะสลักหินอ่อนนูนต่ำเรื่องรามเกียรติ์ประดับผนังระเบียงพระอุโบสถวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม กรุงเทพมหา นคร จำนวน 154 ภาพ เป็นต้น ประติมากรรมเหล่านี้ นอกจากจะแสดงคุณค่าทางเรื่องราว คุณค่าทางฝีมือและการแสดงออกของประติมากรรม เองแล้ว ยั งมีส่วนช่วยตกแต่งสถาปัตยกรรมนั้นให้อลังการและทรงคุณค่ามากขึ้นอีกด้วย

วันพฤหัสบดีที่ 11 ตุลาคม พ.ศ. 2550

อาจารย์วิวรรธ์ จันทร์เทพ









ประติมากรรม (Sculpture)
เป็นผลงานศิลปะที่แสดงออกด้วยการสร้างรูปทรง 3 มิติ มีปริมาตร มีน้ำหนักและกินเนื้อที่ในอากาศ โดยการใช้วัสดุชนิดต่าง ๆ วัสดุที่ใช้สร้างสรรค์งานประติมากรรม จะเป็นตัวกำหนด วิธีการสร้างผลงาน ความงามของงานประติมากรรม เกิดจากการแสงและเงา ที่ เกิดขึ้นในผลงานการสร้างงานประติมากรรมทำได้ 4 วิธี คือ

http://www.mew6.com/composer/art/sculpture.php
1. การปั้น (Casting) เป็นการสร้างรูปทรง 3 มิติ จากวัสดุ ทีเหนียว อ่อนตัว และยึดจับตัว กันได้ดี วัสดุที่นิยมนำมาใช้ปั้น ได้แก่ ดินเหนียว ดินน้ำมัน ปูน แป้ง ขี้ผึ้ง กระดาษ หรือ ขี้เลื่อยผสมกาว เป็นต้น
2. การแกะสลัก (Carving) เป็นการสร้างรูปทรง 3 มิติ จากวัสดุที่ แข็ง เปราะ โดยอาศัย เครื่องมือ วัสดุที่นิยมนำมาแกะ ได้แก่ ไม้ หิน กระจก แก้ว ปูนปลาสเตอร์ เป็นต้น







http://www.mew6.com/composer/art/sculpture.php
3. การหล่อ (Molding) เป็นการสร้างรูปทราง 3 มิติ จากวัสดุที่หลอมตัวได้และกลับแข็ง ตัวได้ โดยอาศัยแม่พิมพ์ ซึ่งสามารถทำให้เกิดผลงานที่เหมือนกันทุกประการตั้งแต่ 2 ชิ้น ขึ้นไป วัสดุที่นิยมนำมาใช้หล่อ ได้แก่ โลหะ ปูน แป้ง แก้ว ขี้ผึ้ง ดิน เรซิ่น พลาสติก ฯลฯ รำมะนา (ชิต เหรียญประชา)
4. การประกอบขึ้นรูป (Construction) เป็นการสร้างรูปทรง 3 มิติ โดยนำวัสดุต่าง ๆ มา ประกอบเข้าด้วยกัน และยึดติดกันด้วยวัสดุต่าง ๆ การเลือกวิธีการสร้างสรรค์งานประติมากรรม ขึ้นอยู่กับวัสดุที่ต้องการใช้ ประติมากรรม ไม่ว่าจะสร้างขึ้นโดยวิธีใด จะมีอยู่ 3 ลักษณะ คือ แบบนูนต่ำ แบบนูนสูง และแบบลอยตัว ผู้สร้างสรรค์งานประติมากรรม เรียกว่า ประติมากร
ประเภทของงานประติมากรรม
1.ประติมากรรมแบบนูนต่ำ ( Bas Relief ) เป็นรูปที่เป็นนูนขึ้นมาจากพื้นหรือมีพื้นหลัง รองรับ มองเห็นได้ชัดเจนเพียงด้านเดียว คือด้านหน้า มีความสูงจากพื้นไม่ถึงครึ่งหนึ่งของรูป จริง ได้แก่รูปนูนแบบเหรียญ รูปนูนที่ใช้ประดับตกแต่งภาชนะ หรือประดับตกแต่งอาคารทาง สถาปัตยกรรม โบสถ์ วิหารต่างๆ พระเครื่องบางชนิด




http://www.mew6.com/composer/art/sculpture.php
2.ประติมากรรมแบบนูนสูง ( High Relief ) เป็นรูปต่าง ๆ ในลักษณะเช่นเดียวกับแบบ นูนต่ำ แต่มีความสูงจากพื้นตั้งแต่ครึ่งหนึ่งของรูปจริงขึ้นไป ทำให้เห็นลวดลายที่ลึก ชัดเจน และ และเหมือนจริงมากกว่าแบบนูนต่ำและใช้งานแบบเดียวกับแบบนูนต่ำ

http://www.mew6.com/composer/art/sculpture.php



3.ประติมากรรมแบบลอยตัว ( Round Relief ) เป็นรูปต่าง ๆ ที่มองเห็นได้รอบด้านหรือ ตั้งแต่ 4 ด้านขึ้นไป ได้แก่ ภาชนะต่าง ๆ รูปเคารพต่าง ๆ พระพุทธรูป เทวรูป รูปตามคตินิยม รูปบุคคลสำคัญ รูปสัตว์ ฯลฯ







http://www.mew6.com/composer/art/sculpture.php

วันพุธที่ 3 ตุลาคม พ.ศ. 2550

สุนทรียศาสตร์มีประโยชน์ต่อวิชาชีพพยาบาลอย่างไร

วิชาชีพพยาบาลนั้นเป็นอาชีพซึ่งต้องเข้ามาเกี่ยวข้องกับบุคคลซึ่งมีภาวะเจ็บป่วยด้วยโรคทั้งทางกายและจิตใจ ซึ่งในการทำหน้าที่ของพยาบาลที่ดีนั้น ในการปฎิบัติงานเพื่อดูแลผู้ป่วยแต่ละราย เราต้องอาศัยศาสตร์และศิลป์ ....ศาสตร์ก็คือความรู้ต่างๆ ที่ได้รับรู้มาอย่างถูกต้องว่าควรจะปฏิบัติกับผู้ป่วยเช่นไร ถึงจะทำให้เขามีอาการดีขึ้นและหายป่วยสามารถกับไปใช้ ชีวิตประจำวันได้ตามปกติ แต่ในการให้การพยาบาลผู้ป่วยแต่ละราย เราจะอาศัยเพียงศาสตร์ อย่างเดียวมิได้พึงระลึกไว้เสมอว่าผู้ป่วยแต่ละรายเมื่อเกิดภาวะเจ็บป่วย ต่างมีความกลัวตายกลัวการเจ็บปวด และปัญหาอื่นๆ อีกมากมาย ดั้งนั้นในการให้การพยาบาลผู้ป่วยต้องเข้าใจ ความรู้สึกของผู้ป่วย ว่าอยู่ในสภาวะใด มีความวิตกกังวลอะไร เราควรจะให้การพยาบาล อย่างไร เช่น ในการทำแผลผู้ป่วยถ้าเราใช้เพียงศาสตร์อย่างเดียวในการพยาบาลผู้ป่วย เรา ก็เพียงแต่ทำแผลตามลำดับขั้นตอน ก็คือเสร็จเรียบร้อยแต่จริงๆแล้วในการทำแผลผู้ป่วย เรา ต้องใช้ศิลป์ไปด้วย ต้องพูดคุย ลดความวิตก ทำแผลด้วยความนิ่มนวล รับรู้ถึงความรู้สึก เจ็บปวดเช่นเดียวกับผู้ป่วย นอกจากนี้จะต้องมีคุณภาพตามศาสตร์ที่ได้เรียนมา และใช้ให้ สอดคล้องกับการพยาบาลผู้ป่วยแต่ละราย ซึ่งผู้ป่วยแต่ละคนก็ต้องใช้ศาสตร์และศิลป์ ที่ต่างกัน เพราะผู้ป่วยแต่ละรายก็มีปัญหาที่ต่างกัน ความรู้สึก การรับรู้ก็ต่างกันทำให้เห็นได้ว่า สุนทรียศาสตร์มีความจำเป็นมากในวิชาชีพพยาบาล ที่จะทำให้ การ พยาบาลผู้ป่วยแต่ละรายให้ได้คุณภาพและเกิดความพึงพอใจกับผู้ป่วย